ในวันที่มีแต่น้ำ ...
posted on 17 Oct 2009 10:19 by gant in workคือว่าเมื่อสองสามวันก่อน ข้าพเจ้าต้องไปทำงานที่ถ.ศรีนครินทร์พอดีเลย
ยังไงก็หลีกเลี่ยงเส้นทางไม่ได้ ก็ออกเดินทางเร็วกว่าปกติมากๆ เผื่อไว้ก่อน
ฝนก็ตกถนนก็น้ำท่วม รถก็ติดครบสูตรจริงๆ ข้าพเจ้าก็เลยสายไปนิดหน่อย
ขนาดกะเวลาเผื่อเยอะแล้วนะเนี่ย
- เนี่ยดูซิทั้งเช้าทั้งเย็นเลย -
พอข้าพเจ้าลงรถเมล์ก็ต้องผจญกับน้ำท่วม เดินย่ำต๊อกๆ
ไปขึ้นสะพานลอยเพื่อข้ามถนนเพื่อไปทำงานที่ฝั่งตรงข้าม
ระหว่างเดินลงบันไดสะพาน ข้าพเจ้าก็รู้สึกตัวว่ากำลังลอยอยู่ในอากาศ
เสียงของหนาๆคล้ายๆมะพร้าว กระแทกพื้นปูนดังก๊อก เสียงของหนักหล่นพื้น ตุ๊บบบบ
ผ่านไปสามวิ .... ข้าพเจ้าค่อยๆหายจากความมึนงง ยันตัวลุกขึ้นจากพื้น
โดยมีผู้ชายคนนึงช่วยประคอง
ตกบันไดสะพานลอย อ่ะ
พี่ชายคนนั้นตกใจมาก ถามใหญ่เลยว่าเป็นอะไรมากมั้ย หาหมอมั้ย
ข้าพเจ้าก็ตอบไม่ถูกเพราะว่ากำลังงง เจ็บด้วย
พี่ชายคนนั้นเลยเดินไปส่งข้าพเจ้าถึงหน้าที่ทำงาน
พอเข้าที่ทำงาน พี่ๆกำลังบีฟงานกันอยู่ ข้าพเจ้าก็เดินง่อยๆเอาของไปเก็บ
ป้าแม่บ้านเดินเข้ามาในห้องเห็นสภาพข้าพเจ้า เลยถามใหญ่มาเป็นอะไร โดนอะไรมา
ข้าพเจ้าเลยปล่อยโฮ ออกมาเลย ป้าก็เช็ดตัวให้ใหญ่
พอพี่ๆได้ยินเสียงร้องไห้เท่านั้นแหล่ะเลยมารุมกัน ถามกัน ข้าพเจ้าเลยยิ่งร้องๆๆๆ
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ... เหตุการณ์กลับสู่สภาพปกติ
เปลี่ยนเสื้อเรียบร้อยเพราะมันทั้งเลอะดินทั้งเปียกฝน
ถ้าถามว่าทำไมถึงตกบันได้ข้าพเจ้าไม่รู้อ่ะ
รู้ตัวอีกทีตอนอยู่กลางอากาศ หัวกระแทก แล้วก็ลงมานอนที่พื้นแล้ว
.
.
.
ตอนเย็นกลับบ้านเลิกงานตอนทุ่มนึง ได้ขึ้นรถตอนสองทุ่ม
น้ำก็ยังท่วมถนนอยู่ รถก็แล่นไปช้าๆ แบบว่าช้ามากๆ
ก็มีคุณลุงรปภ.คนนึงเคาะประตูรถเมล์คันที่ข้าพเจ้านั่ง เพื่อที่จะขึ้นรถด้วย
แล้วลุงก็ลากเอาจักรยานคู่กายของแกขึ้นมาด้วย
แต่คนขับรถก็ห้าม บอกว่าเกะกะผู้โดยสารคนอื่น
คุณลุงก็ว่า วันนี้ขอเถอะครับ จักรยานล้อมันหลุดไปต่อไม่ได้
ทั้งคนขับรถแล้วก็กระเป๋ารถบ่นๆ ว่าขึ้นมาแล้วก็ต้องดูแลนะ เกะกะผู้โดยสารคนอื่น
คุณลุงก็แอบจักรยานแล้วก็ยืนจับไว้ ซักพักแกเริ่มต่อยเสารถ อีกซักเดี๋ยวแกก็ร้องไห้
พอแกต่อยเสารถอีกทีคนขับก็ดุ จากนั้นแกก็ยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น
เราคิดว่าลุงแกคงจะเจ็บใจอะไรซักอย่างมั้ง
อาจจะเป็นรถทำไมต้องพัง คนขับรถทำไมไม่เห็นใจแก หรือว่าทำไมน้ำต้องท่วมด้วยก็ได้
เราก็รู้สึกสงสารแกเหมือนกัน แต่ก็ได้แต่นั่งอยู่เฉยๆ
แล้วก็มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งปรากฏตัว เขาไปบอกให้ลุงนั่งแล้วเขาจะจับรถให้
แล้วลุงก็เริ่มร้องไห้หนักกว่าเดิม เริ่มเล่าชีวิตรันทดให้หนุ่มน้อยฟัง
เราก็แอบหูผึ่ง ฟังไปด้วย เราชักเริ่มสงสารหนุ่มน้อยนิดๆละ
แต่หนุ่มน้อยคนนั้นดีมากเลย ฟังคุณลุงแล้วก็ยิ้ม คุยโต้ตอบไปด้วย
เขาต้องมีจิตใจดีแน่ๆเลย เราว่างั้นนะ
.
แต่เรื่องจบยังไงเราไม่รู้ เพราะว่าลงก่อน
ซึ่งในขณะที่ลงรถก็ สี่ทุ่มกว่าๆแล้ว รถสายที่จะต้องต่อกลับบ้านก็หมดแล้ว
ต้องโทรให้น้ามารับ กว่าจะถึงงบ้านก็ห้าทุ่มเกือบเที่ยงได้
ปวดก้น ปวดคอ ปวดเอว ปวดหัวที่สุด
.
.
.
วันต่อมาต้องหากอเอี๊ยะมาปิดเลยทีเดียว เพราะคอก็ปวดมาก
แถมยังต้องเล่นกับเด็กๆทั้งวัน
น่ารักม่ะ
ส่วนนี่เด็กๆให้มา
.
.
.
Entry นี้ยาวหน่อย แล้วก็ใช้เวลาเขียนหลายวันมากเลย กว่าจะจบได้
เพราะสอนทั้งวัน แถมตอนนี้ยังเป็นทุกวันอีก ไม่ได้หยุดเลย กะซิกๆ

